[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
อบต.ท่างาม อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์องค์การบริหารส่วนตำบลท่างาม ตำบลปลอดยาเสพติด เศรษฐกิจดี วิถีพอเพียง ชุมชนเข้มแข็ง สืบสานวัฒนธรรม ก้าวล้ำเทคโนโลยี
เมนูหลัก
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก


พยากรณ์อากาศ
 
ค้นหาจาก google
Facebook อบต.ท่างาม
ลิงค์หน่วยงาน
e-Learning
e-Learning

  
วัดเสนาสน์  
 

  วัดเสนาสน์  







ที่ตั้ง
          วัดเสนาสน์  ตั้งอยู่ที่  128  หมู่ที่  1  บ้านสวนป่าน  ตำบลท่างาม  อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก  สังกัดสงฆ์มหานิกาย  มีพื้นที่ตั้งวัดเนื้อที่  10  ไร่  2  งาน  60  ตารางวา  ทิศเหนือยาว  7  เส้น  3  วา  ทิศใต้ยาว  7  เส้น  5  วา  ทิศตะวันตกยาว  3  เส้น  7  วา  อาณาเขตทั้งสามด้านนี้ติดกับแม่น้ำสายดั้งเดิมที่กลายสภาพเป็นค ลองบึงโอบล้อมบริเวณวัดทั้งสามทิศ   ทิศตะวันออกยาว  3  เส้น  2  วา  ติดกับแม่น้ำซึ่งเปลี่ยนทางเดิมจากแม่น้ำสายแรก  และขณะนี้แปรสภาพเป็นบึงไปแล้วเช่นกัน
          วัดเสนาสน์เป็นวัดโบราณเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใดไม่มีใครท ราบแน่ชัดสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นก่อน   พ.ศ.1232  และได้มีการย้ายสถานที่ตั้งเสนาสนะหลายครั้งหลายหน  นับถึงปัจจุบันได้  5  ครั้ง  นับเป็นวัดชนิดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วในราว  พ.ศ. 1820  (กองพุทธศาสนาสถานกรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ  ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร  เล่ม  7  กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์การศาสนา  2531)
 อาณาเขต
          ทิศเหนือ          ติดต่อกับบ้านประชาชนหมู่ที่  1
          ทิศใต้              ติดต่อกับแหล่งน้ำธรรมชาติ
          ทิศตะวันออก    ติดต่อกับแม่น้ำแควน้อย
          ทิศตะวันตก      ติดต่อกับหมู่บ้าน
 การคมนาคม
          ในอดีตนิยมเดินทางไปวัดเสนาสน์ทางเรือ  แต่ในปัจจุบันประชาชนนิยมเดินทางบกจะมีรถโดยสารประจำทางผ่านวัด หลายสาย  หรือสามารถไปโดยรถยนต์ส่วนตัวได้สะดวกที่สุด
 ประวัติความเป็นมา
          ชาวบ้านเล่าว่าเดิมวัดเสนาสน์เริ่มสร้างพร้อมกับวัดโบสถ์  ตำบลวัดโบสถ์  อำเภอวัดโบสถ์  จังหวัดพิษณุโลก  วัดทั้งสองมีการแข่งขันกันสร้างวัด  ถ้าวัดใดสร้างเสร็จก่อนให้ตีกลองแสดงว่าสร้างเสร็จ  วัดนั้นจะได้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระศาสดาสาวกขอ งพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานเป็นมิ่งมงคลของวัด     วัดเสนาสน์จึงได้ทำอุบาย  ใช้ผ้าขาวมุงหลังคาเสร็จได้ลั่นกลองดังสนั่นแสดงว่าสร้างวัดเสร ็จก่อน  วัดเสนาสน์    จึงได้พระบรมสารีริกธาตุไปเก็บรักษาไว้
 ตำนานพื้นบ้านและเอกสาร
          หลักฐานเอกสารเขียนโดยพระเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ  บุนนาค) ได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือเรื่องพระปฐมเจดีย์กล่าวว่า  “พระมหาเถรไหล่ลายได้นำพระบรมธาตุมาจากลังกา  650  พระองค์  นำไปบรรจุตามสถานที่ต่าง  ๆ  หลายแห่งและได้บรรจุไว้ในวัดเสนาสน์  36  พระองค์  เมื่อมหาไหล่ลายบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้น  พระพุทธศักราชได้  1,432  พรรษา”  จากเอกสารนี้  แสดงว่า  วัดเสนาสน์มีอายุถึง  1,121  ปีแล้ว  (นับถึงปี   พ.ศ.  2553)
          เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งที่  “เสนาสน์”  เป็นเพียงชื่อวัดอย่างเดียวเท่านั้นไม่มีหมู่บ้านหรือตำบลที่ชื ่อเสนาสน์เลย  ชาวบ้านที่มาทำบุญในวัดเสนาสน์เป็นประจำได้แก่ชาวบ้านสวนป่าน  ชาวบ้านใหม่เหนือ  ชาวบ้านใหม่ใต้  ชาวบ้านหัวคงคา  และชาวบ้านหนองปลิง  ถ้ากล่าวถึงชาววัดเสนาสน์  คนในละแวกนั้นจะเข้าใจว่าหมายถึงชาวบ้านส่วนป่านเท่านั้น  แต่คนในถิ่นอื่นจะเข้าใจว่าชาวเสนาสน์  คือชาวบ้านสวนป่าน  ชาวบ้านใหม่       เหนือ  ชาวบ้านใหม่ใต้  และชาวบ้านหัวคงคาด้วย
 หลักฐานโบราณวัตถุสถานในวัดเสนาสน์
          1.ศาลาการเปรียญ  จำนวน  1 หลัง ลักษณะทรงไทยทั่วไป ชั้นเดียวยกพื้นสูง เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดกว้าง  24 เมตร  ยาว  42 เมตร  ใช้ประโยชน์ในการทำพิธีการทางศาสนาและวันสำคัญต่าง  ๆ
          2.อุโบสถ  จำนวน  1 หลัง เป็นพระอุโบสถศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์  ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประทาน  ลักษณะทรงไทย  เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้าง 6.50 เมตร ยาว 13 เมตร  ประโยชน์ใช้ในการทำพิธีอุปสมบท  และทำวัตรเช้า - เย็น
          3. วิหารคต (วิหารหลวงพ่อโต)  จำนวน 1 หลัง ลักษณะทรงไทย เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว  12 เมตร
          4. หอระฆัง  จำนวน  1 หลัง ลักษณะทรงไทยวิจิตร  3 ชั้น  เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง ประดับตกแต่งลายปูนปั้น  กระจกแก้วสี  ติดลูกกรงแก้ว  แนวระเบียง  ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร สูง  15 เมตร
          5. หอสวดมนต์ จำนวน 1 หลัง ลักษณะทรงไทย 2 ชั้น เป็นไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร (ปัจจุบันใช้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ)
          6. เรือยาว  พญาอินทรีย์ จำนวน 1 ลำ  ขุดด้วยไม้ตะเคียงขนาดใหญ่ยาว 13 วา บรรจุฝีพายจำนวน  48 คน ได้ทำชื่อเสียงให้แก่หมู่บ้าน วัดหลายสมัย
          7. พระบรมสารีริกธาตุ  ปูชนียวัตถุอันล้ำค่า  เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปเคารพนับถือ  กราบไหว้บูชา
          8. สถูปเจดีย์ จำนวน  1 องค์  ลักษณะย่อมุม  12 เหลี่ยม  ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของวิหาร (หลวงพ่อโต) 
          9. พระมหาเจดีย์  จำนวน 1 องค์  ลักษณะย่อมุม  12 เหลี่ยม  ขนาดความสูง 44 เมตร กว้าง 28 เมตร เพื่อเป็นสถานที่สำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เริ่มสร้างตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2537  แล้วเสร็จในปี  พ.ศ. 2553
  ประวัติความเป็นมาของพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานที่วัดเสนาสน์
          ได้มีประวัติกล่าวไว้เพียงบางตอนจากหนังสือเรื่อง  “พระปฐมเจดีย์”  ซึ่งมี  “เจ้าพระยาทิพากรณ์     (นายขำ  บุนนาค)”  เป็นผู้เรียบเรียงไว้  ดังมีข้อความกล่าวไว้ว่า  จะกล่าวถึงมหาไหล่ลาย  ซึ่งเป็นลูกชายของนายเชนกกษัตริย์ในเชื้อพระวงศ์พระยาศรีสิทธิไ ชย  เมื่อครั้งที่พระมหาไหล่ลายยังมิได้บวชนั้นได้เข้ารับราชการเป็ นมหาดเล็กของพระเจ้าแผ่นดินเมืองละโว้   แล้วกระทำชู้กับนางพระสนมของพระยาฯ  เมื่อถูกจับได้จึงให้ลงโทษด้วยการสักไหล่เสียข้างหนึ่ง  แล้วจึงส่งไปเป็นตะพุ่นหญ้าม้า  ตั้งแต่บัดนั้นมาจึงได้ปรากฏนามว่า  “มหาไหล่ลาย”  ต่อมาอีกไม่นานมหาไหล่ลายพร้อมด้วยนายเชนกกษัตริย์ผู้เป็นบิดาก ็ได้พากันหนีไปอยู่เมืองหลวงต่อแดนเมืองเชียงใหม่   โดยมหาไหล่ลายได้เข้าไปหาท่านเจ้าอธิการเพื่อขอบวชเป็นพระภิกษุ  แต่คณะสงฆ์มิได้ทำการบวชให้  มหาไหล่ลายจึงได้ขอบวชเป็นสามเณรแทนจนสำเร็จดังประสงค์  พออยู่ได้ไม่นานนักสามเณรไหล่ลายก็ได้ทราบข่าวว่าจะมีเรือสำเภา เดินทางไปยังเมืองลังกา  สามเณรไหล่ลายจึงได้ขออาศัยโดยสารเรือสำเภาลำดังกล่าวเดินทางไป ด้วยจนกระทั่งถึงปากน้ำทางเข้าเมืองลังกา   สามเณรไหล่ลายจึงได้นำบาตรและไม้เท้าของตนใส่ลงในกระโล่  แล้วก็ลอยเข้าไปในเมืองลังกาในวัดเดียวกันนั้นเอง  โดยเข้าไปขอพักอาศัยอยู่กับพระภิกษุเฒ่า  และได้ของร้องให้พระภิกษุเฒ่ารูปหนึ่งได้พาตนเข้าไปหาสมเด็จพระ สังฆราช  เมื่อพบกันแล้วสมเด็จพระสังฆราชจึงได้ถามความกับสามเณรไหล่ลายว ่า  “เจ้าเณรเข้ามาอยู่ในเมืองลังกาเพื่อประยชน์อันใดหรือ”  ซึ่งสามเณรไหล่ลายก็ได้ทูลว่า  “กระผมมีความประสงค์ใคร่ขอบวชเป็นพระภิกษุ”  สมเด็จพระสังฆราชจึงได้แจ้งความประสงค์ของสามเณรไหล่ลายให้คณะส งฆ์พิจารณา  ผลปรากฏว่าคณะสงฆ์ทั้งหลายไม่ยินยอมให้ทำการบวช  เนื่องจากสามเณรไหล่ลายนั้นเป็นผู้ต้องทาซึ่งถูกสักไหล่ข้างหนึ ่ง  และหนีออกมาไม่สามารถที่จะทำการบวชให้ได้  เมื่อสามเณรไหล่ลายได้ทราบความดังกล่าว  ก็มิได้เอ่ยปากขอบวชอีกเลย  เพียงแต่ขอร้องให้คณะสงฆ์เหล่านั้นได้นำตนเองเข้าไปนมัสการสักก าระพระบรมสารีริกธาตุในพระมหาเจดีย์เท่านั้น   ซึ่งทางคณะสงฆ์ก็ได้ยินยอมพาสามเณรไหล่ลายเข้าไปในพระมหาเจดีย์  จนกระทั่งถึงยังต้นโพธิ์สามเณรไหล่ลายก็ได้ทำการทักษิณาวรรตจนค รบสามรอบแล้ว  ก็บังเกิดความมหัศจรรย์ขึ้นโดยกิ่งต้นโพธิ์ด้านทิศทักษิณได้น้อ มกิ่งลงมาให้สามเณรไหล่ลายจับใส่เหนือเศียรพร้อมทั้งยังมีพระบร มสารีริกธาตุเสด็จออกมาแสดงพระปาฏิหาริย์ตั้งลอยอยู่เหนือเศียร สามเณรไหล่ลาย  มีรัศมีเปล่งประกายสว่างไสว  ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเหล่าคณะสงฆ์ทั้งปวงโดยถ้วนทั่วก ัน
          จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว  คณะสงฆ์ทั้งได้ประจักษ์ซึ่งบุญญาบารมีของสามเณรไหล่ลายคณะสงฆ์ท ั้งหลายจึงได้ยินยอมพร้อมใจกันทำการบวชให้สามเณรไหล่ลายเป็นพระ ภิกษุโดยสมบูรณ์ทันทีหลังจากนั้นมาพระมหาไหล่ลายก็ได้เดินทางไป นมัสการสักการะพระพุทธบาทและพระมหาเจดีย์แห่งอื่น   ๆ  จนทั่วแล้วจึงเดินทางกลับมา  และสมเด็จพระสังฆราชก็ได้เมตตาประทานพระบรมธาตุ  จำนวน  650  พระองค์ พร้อมด้วยผลของต้นศรีมหาโพธิ์ให้แก่พระมหาไหล่ลายได้นำไปบรรจุแ ละปลูกในเมืองแห่งอื่น  ๆ  จะได้ให้เหล่าสมณชีพราหมณ์  และท้าวพระยา  ประชาราษฎร์ทั้งปวงจะได้นมัสการสักการบูชาสืบต่อไป  เมื่อหน้ากว่าพระศาสนาได้  500  พรรษา
          จากนั้นพระมหาไหล่ลายก็ได้กราบทูลลาสมเด็จพระสังฆราชและคณะสงฆ์ ทั้งหลายกลับชมพูทวีป  และเมื่อไปถึงนครชัยศรี  วัดพระเชตุพน  พระมหาไหล่ลายจึงได้ทำการแบ่งพระบรมธาตุนำไปบรรจุไว้ในพระมหาเจ ดีย์  พระปางสมาธิ  และพระเสมาทั้งสี่  รวมทั้งสิ้นจำนวน  16  พระองค์  แบ่งไปบรรจุไว้ในพระปางค์ไสยาสน์  พระประธานใหญ่รวม  36  พระองค์  แบ่งไปบรรจุไว้ในพระโพธิพารักษ์  จำนวน  36  พระองค์  แบ่งไปบรรจุไว้ในพระป่าเลไลย  จำนวน  36  พระองค์  แบ่งบรรจุไว้ในเมืองชัยนาทจำนวน  36  พระองค์  ส่วนผลตนมหาโพธิ์ไปปลูกไว้ริมหนองนอกวัดเขมาปากน้ำ  จึงได้ปรากฏชื่อว่า  “มหาโพธิ์เมืองลังกา”  หลังจากนั้นก็ทำการแบ่งพระบรมธาตุไปบรรจุไว้ที่วัดหน้าพระธาตุเ มืองอโยธยาอีก  จำนวน  16  พระองค์  แบ่งไปบรรจุไว้ในพระพุทธบาท  จำนวน  36  พระองค์  แบ่งไปบรรจุในเขานครสวรรค์จำนวน  36  พระองค์  แบ่งไปบรรจุในต้นศรีมหาโพธิ์ที่ปลูกไว้  ณ  อ่างทอง  จำนวน  36  พระองค์  แบ่งไปบรรจุไว้ในเมืองหลวงสวนแก้ว  จำนวน  36  พระองค์  และแบ่งไปบรรจุไว้ในวัดเสนาสน์ จำนวน  36  พระองค์ (ขณะนั้น  พระพุทธศักราชได้  1232  พรรษา)  แบ่งไปบรรจุไว้ในวัดบูรพาราม  จำนวน  30  พระองค์  แบ่งไปบรรจุไว้ในวัดมหาสถาน  จำนวน  30  พระองค์ (ซึ่งทั้งสามอารามสุดท้ายนี้ ล้วนอยู่ในแดนเมืองพิษณุโลกทั้งสิ้น) และเมื่อพระมหาไหล่ลายได้แบ่งพระบรมธาตุไปบรรจุในเมืองอื่น  ๆ  จนหมดสิ้นทั้ง  650  พระองค์แล้ว  พระมหาไหล่ลายก็ได้เดินทางกลับไปอยู่ยังเมืองละโว้ดังเดิม
ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุ
          ในสมัยโบราณประชาชนในจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียงรู้จัก วัดเสนาสน์เพราะงานสรงน้ำพระบรมธาตุ   ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่โตมาก
          ส่วนใหญ่ในช่วงก่อนเทศกาลตรุษ  2 – 3  วัน  จะมีประเพณีบวชนาคหมู่  มีงานฉลอง  ทำบุญตรุษ  และงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุติดต่อกันไปการสรงน้ำพระบรมธาตุจ ัดขึ้นในวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  อันเป็นวันสุดท้ายของงาน  ผู้สูงอายุมักเดินทางไปยังวัดเสนาสน์ตั้งแต่ในวันแรม  15  ค่ำ  เดือน  4  พักค้างคืนเพื่อปฏิบัติธรรมที่วัด  ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นคือวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  ก็ร่วมทำบุญตักบาตร  ฟังพระธรรมเทศนา  และร่วมสรงน้ำพระบรมธาตุแล้วจึงเดินทางกลับ  เพื่อไปร่วมงานประเพณีที่วัดโบสถ์ต่อไป  สำหรับคนหนุ่มคนสาวที่ยังแข็งแรงจะเดินทางไปวัดเสนาสน์ในวันขึ้ น  1  ค่ำ  เดือน  5  ร่วมสรงน้ำพระบรมธาตุและดูการละเล่นแล้วจึงเดินทางกลับ  ในวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  นี้เองทางวัดโบสถ์ก็จัดงานประเพณีประจำปีของวัดต่อทันที  ประชาชนก็จะเดินทางไปร่วมงานบุญที่วัดโบสถ์ต่ออีกงานหนึ่งการที ่วัดโบสถ์จัดงานต่อจากวัดเสนาสน์เนื่องจากเป็นการให้เกียรติที่ วัดเสนาสน์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ   จึงให้วัดเสนาสน์จัดงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุก่อน  เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
          ในสมัยก่อนงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุวัดเสนาสน์  นอกจากจะมีมหรสพต่าง  ๆ  แล้ว  บรรดานักแข่งม้าจะพากันมาแข่งม้าในบริเวณงานวัด  นักเลงที่มีเรื่องบาดหมางหรือไม่ถูกชะตากันจะนัดมาชกต่อยตีกันเ พื่อชำระความแค้นเพราะถือว่าที่วัดเสนาสน์มีพระบรมธาตุเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง  และเป็นสักขีพยานชกต่อยตีกันไม่มีการเอาเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล  ไม่เลือดตกยางออกถึงอันตรายร้ายแรง
          การเดินทางไปร่วมงานสรงน้ำพระบรมธาตุวัดเสนาสน์ในสมัยก่อนไม่มี ยานพาหนะใด  นอกจากการเดินเท้า  บนเส้นทางมีประชาชนเป็นจำนวนมากหลั่งไหลไปสู่ปูชนียสถานอันสำคั ญ  บริเวณริมทางเดินมีผู้ใจบุญสร้างศาลาพักร้อนไว้หลายแห่ง  “ศาลายายตั้ว”  “ศาลาตาโทน – ยายมี”  เป็นชื่อที่จารึกอยู่ในใจของผู้เดินทางบนเส้นทางสายบุญแห่งนี้ใ นศาลาพักร้อนยังมีน้ำใส่โอ่งดินเผาเย็นชื่นใจไว้ให้ดื่ม   ศาลาบางแห่งมีข้าวต้มใส่หัวผักกาดเค็มโรยด้วยมะพร้าวขูดอยู่ในก ระทะใบบัวใบใหญ่  บางแห่งมีข้าวต้มมัด  กล้วย  อ้อย  และผลไม้พื้นบ้านไว้ให้รับประทานของผู้ให้  ซึ่งต่างก็กำลังเดินทางไปบนเส้นทางบุญเช่นเดียวกัน
          หนุ่มสาวที่เดินทางไปร่วมงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุวัดเสนาสน์ บางคู่เกิดความเห็นอกเห็นใจ  ผูกพันรักใคร่จนได้แต่งงานกันก็มีเป็นจำนวนมาก  ผู้อาวุโสและมีประสบการณ์ในเรื่องเล่านี้เล่าว่า  เมื่อสมัยที่ท่านยังเป็นหนุ่มสาว  ท่านมีความประทับใจในการเดินทางไปสรงน้ำพระบรมธาตุที่วัดเสนาสน ์มาก  ตลอดเส้นทางที่เดินไปเต็มไปด้วยกระแสแห่งบุญที่ใจสัมผัสได้  มีความปีติอบอุ่นและเป็นสุข  แม้เมื่อเดินทางกลับก็ยังไม่อยากให้ถึงบ้าน  อยากให้เส้นทางสายบุญแห่งนี้ยาวไกลออกไปเรื่อย  ๆ  ท่านทั้งสองเกิดความผูกพันเข้าใจซึ่งกันและกันจนได้แต่งงานกันใ นที่สุด  และได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาอย่างผาสุก  เป็นเวลากว่า  50  ปีมาแล้ว (อาจารย์บุญทัน  และอาจารย์ธีรวรรณ  คงจันทร์)
          พิธีสรงน้ำพระบรมธาตุ  คณะกรรมการจะนำพระบรมธาตุออกมาประดิษฐานไว้บนบุษบกคานหาม  แห่ไปเรื่อย  ๆ  บริเวณงาน  บางปีคณะกรรมการวัดจะนำกระบองไม้แปดเหลี่ยมที่มีคู่กับคานหามมา แต่เดิมออกแห่ด้วย  แต่มีความเชื่อว่าถ้าปีใดนำกระบองร่วมแห่ในพิธีสรงน้ำพระบรมธาต ุด้วย  ปีนั้นจะมีเหตุตีรันทำร้ายกัน  จึงมิได้นำกระบองนั้นออกมาร่วมพิธีทุกปี  หลังจากแห่พระบรมธาตุแล้วก็ทำพิธีสรงน้ำซึ่งผสมด้วยของหอม  และขมิ้น  การสรงน้ำ  บางคนเทน้ำรดในภาชนะให้น้ำล้นออกมา บางคนใช้มือลงซาว (คน) พระรมธาตุในภาชนะที่รองรับไปมา  ต่อมาในภายหลังมีการนำสีย้อมผ้าสีเหลืองมาผสมกับน้ำหอมเป็นน้ำส ำหรับใช้สรง
พระบรมธาตุ  ทำให้พระบรมธาตุซึ่งเดิมเป็นสีขาวคล้ายสีงาช้าง  ถูกอาบย้อมจนมีสีเหลืองคล้ายสีผ้าย้อมฝาดไปเป็นจำนวนมาก  เจ้าอาวาสได้เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีสรงน้ำพระบรมธาตุ  แต่ชาวบ้านและคณะกรรมการวัดบางท่านยังยืนยันจะปฏิบัติเช่นเดิม  เพราถือว่านั่นคือประเพณีที่ปฏิบัติกันมานาน
          หลังจากสรงน้ำพระบรมธาตุและมีการตรวจนับจำนวนเก็บไว้ตามภาชนะเด ิมที่บรรจุแล้ว  ประชาชนก็จะเข้าไปสรงน้ำหลวงพ่อโตซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารต่อไ ป
          ตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2538  ได้มีการนำพระบรมธาตุมาทำพิธีสรงน้ำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน  คือในวันสงกรานต์ของทุกปี  เพราะถือว่าในวันสงกรานต์เป็นวันประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ที่เคารพน ับถือของไทยมาแต่โบราณ
          ในปี  พ.ศ. 2542  พิธีสรงน้ำพระบรมธาตุได้มีการปรับเปลี่ยนไปคือ  เมื่อคณะกรรมการวัดอัญเชิญพระบรมธาตุมาประดิษฐานไว้บนบุษบกแล้ว  ได้จัดตั้งบายศรีเครื่องสักการบูชา  และคำบูชาพระบรมสารีริกธาตุไว้เบื้องหน้า  ด้านข้างเบื้องซ้ายของบุษบกที่สำหรับขึ้นไปเทน้ำสรงพระบรมธาตุล งในภาชนะรูปอ่างเมื่อเทน้ำสรงพระบรมธาตุลงไปอ่าง   น้ำจะไหลไปตามลำรางสู่ท่อฝักบัว  และโปรยลงยังพระบรมธาตุในบุษบก  จากนั้นจะมีลำรางให้น้ำที่สรงพระบรมธาตุแล้วนี้ไหลออกมา  แล้วนำน้ำนี้บรรจุขวดไว้ให้พุทธศาสนิกชนนำไปประพรมบ้านเรือนเพื ่อเป็นสิริมงคลต่อไป

อภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมสารีริกธาตุ
          จากหลักฐานประวัติศาสตร์การบอกเล่าหรือจากการสัมภาษณ์ผู้สูงอาย ุในเขตพื้นที่ของอำเภอวัดโบสถ์  จำนวน  150  คน  พอสรุปได้ว่า  องค์พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดเสนาสน์จะเสด็จมาท ี่วัดเสนาสน์และกลับเอง  โดยเฉพาะเมื่อใกล้จะวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  ของทุกปีนั้น  ช่วงระยะกลางดึกจะปรากฏวัตถุเรืองแสงเกาะกันเป็นกลุ่มลอยผ่านหล ังคาบ้านเรือน  และเมื่อถึงบริเวณที่ตั้งวัดเสนาสน์วัตถุเรืองแสงดังกล่าวนั้นจ ะลอยต่ำลงและหายไปในที่สุด  จวบจนกระทั่งพิธีการสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุเสร็จสิ้นลง  ในช่วงกลางดึกประมาณเวลาเดียวกัน  จะปรากฏวัตถุเรืองแสงลอยขึ้นจากบริเวณที่ตั้งวัดเสนาสน์และเกาะ กันเป็นกลุ่มลอยย้อนกลับไปในทิศที่เห็นในทิศที่เห็นในครั้งแรกด ังกล่าว  และที่แปลกมากยิ่งขึ้นกล่าวคือ  หากในปีใดประชาชนชาววัดเสนาสน์มีความสมัครสมานสามัคคี  มีความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุข  ในปีนั้นก็จะมีพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานปรากฏอยู่จนเกือบเต ็มโถแก้ว  แต่หากในปีใดประชาชนชาววัดเสนาสน์แตกแยกความสามัคคีซึ่งกันและก ัน  ข้าวยากหมากแพง  ในปีนั้น  พระบรมสารีริกธาตุจะมาประดิษบานปากฎอยู่น้อยมากจนเกือบหมดโถ
          และจากคำบอกเล่าของภิกษุสูงอายุรูปหนึ่งซึ่งสังกัดอยู่  ณ  วัดเสนาสน์  คือ  “หลวงตาไปล่อินทโชโต”  อายุ  96  ปี ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อสมัยก่อนนั้นได้เกิดโรคอหิวาตกโรค (โรคห่า)  แพร่ระบาดในหมู่บ้าน  เป็นเหตุให้มีชาวบ้านล้มตายเป็นจำนวนมาก  สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก  และในครั้งนั้นเองก็ได้มีชาวบ้านบางกลุ่มนำน้ำที่ผ่านการสรงองค ์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว  ไปจุดธูปเทียนกล่าวอธิษฐานและดื่มกิน  ซึ่งปรากฏว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวสามารถรอดพ้นและปลอดภัยจากโรค ระบาดได้
          ดังนั้น  เมื่อถึงวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  ของทุก  ๆ  ปี  เพียง  1  วันเท่านั้น  ที่ทางวัดเสนาสน์จะจัดพิธีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ  ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั่วไปหลั่งไหลเข้ามาเพื่อนมัสการพระบรมสารี ริกธาตุเป็นจำนวนมาก  พร้อมทั้งมีชาวบ้านอีกหลายคนมารอคอยเพื่อรองรับน้ำสรงที่ล้นออก มาจากภาชนะบรรจุองค์พระบรมสารีริกธาตุ   นำไปปะพรมคนในครอบครัว  บ้านเรือน  ไร่นา  และอื่น  ๆ  ให้เกิดความเป็นสิริมงคล  ขจัดปัดเป่าความทุกข์นานาประการให้หมดไปจากครอบครัว  ตลอดจนตราบถึงปัจจุบันนี้